27.12.08

Tokyo Sonata

น่าจะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่ดูของปีนี้

เต็มสิบให้แปดจุดห้าละกัน

หนังครอบครัว ดูจะดราม่าสุด ๆ ในรอบปีที่ดูหนังมาละ

พ่อบังเอิญถูกเลย์ออฟ แต่ไม่กล้าบอกลูกเมีย ต้องปิดบังด้วยการแต่งตัวเหมือนออกไปทำงานทุกวัน
แม่ ทำหน้าที่แม่บ้านได้อย่างสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนว่าโลกนี้ของเธอดูจืดชืด ดูไม่เอาไหนซะเลย
ลูกคนโต ขอไปเป็นทหารสหรัฐ ฯ ลูกชายคนเล็กที่มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน แต่พ่อไม่เคยมองเห็น

พล็อตเรื่องไม่งง เดินเรื่องหนัก ๆ แต่สุดท้ายก็คลายปม จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
ต่างจากที่คิดว่าต้องจบอีกแบบนึง คงหดหู่น่าดูเลย

ชอบที่ท้ายสุดแล้วครอบครัวยังมาเป็นที่หนึ่ง
ภาระท้ายที่สุดของพ่อและแม่คือลูก (ภาระหรือความรักกันแน่ละเนี่ยะ)
ชอบตอนที่พ่อเก็บเงินได้ ทั้งที่ตกงาน แต่ยังมีจิตสำนึกเอาไปคืน หาไม่ง่ายเท่าไหร่เลย
และไม่ว่าความเป็นผู้นำครอบครัวของพ่อจะค้ำคออยู่ ที่สุดแล้วการพูดจากัน และรับฟังกัน
ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญของคนในครอบครัว เพราะถ้าไม่พูดก็คงไม่เข้าใจกัน

อยากให้ไปดู

21.12.08

กาลครั้งหนึ่ง....ที่แม่ฮ่องสอน



1,864 โค้งก็ถึง ....... แม่ฮ่องสอน

ออกเดินทางหกโมงเย็นวันศุกร์ที่ 4 ธันวา วิ่งไปขึ้นรถตับแลบ - -"

รถติดบรรลัย เกือบไปไม่ทัน ที่สุดแล้วมีเพื่อนตกรถหนึ่งคน ซะงั้น

ยังดีที่ได้ไป แต่...ลงคนละที่ เอาเหอะ ตามกันไปยังไงก็คงเจอ


เช้าวันที่ 5 ธันวา ประมาณแปดโมงเศษ ๆ

ถึง อ. ขุนยวม สายแล้วแต่พูดยังมีควันออกปาก

เป้าหมายแรกไปดูดอกบัวตองกันดีกว่า จัดแจงเหมารถเรียบร้อย ลุยเลย

นึกว่าจะหมดทางโค้งละนะ ยังโค้งและชันได้อีก ตลอดทางนั่งกระบะหลัง

อู้วว มันสุด ๆ

ดอกบัวตองมีให้เห็นตลอดทาง จริง ๆ เริ่มบานตั้งแต่เดือนพฤศจิกาแล้ว

ออกจากทุ่งดอกบัวตอง ก็ไปน้ำตกแม่สุรินทร์ แล้วเดินเล่นตลาดแม้ว ...

สงสัยว่าทำไมเด็กดอยหน้าตาบล๊อกเดียวกันหมดเลยอ่ะ เหอ ๆ

เพลิดเพลินกันจนบ่าย และแล้วไอคนที่ตกรถก็ตามมาทัน

ไม่ให้มันพักเราขึ้นรถบัสต่อเข้าเมืองแม่ฮ่องสอนทันที

67 กิโลเมตร จากขุนยวมถึงตัวเมือง จัดการซื้อตั๋วกลับกรุงเทพฯ เรียบร้อย

ก็เหมาตุ๊กตุ๊กไปหาที่พัก เพราะไม่ได้จองไว้ ถามตรงไหนก็เต็ม

ลุงคนขับก็พาตระเวน โชคดีมาเจอ นิรันดร์เกสเฮ้าส์ !!

ตกลงราคากันได้อย่างสวยงาม 300 บาท ต่อคืน พัก 5 คน

หารแล้วลงตัวคนละ 60 ห้องน้ำในตัวด้วย เลิศที่สุดอ่ะ

ได้ห้องแล้วเพื่อนอีกคนตามมาจากเชียงใหม่ ครบซะที

รวมแล้วทริปนี้ 5 คนพอดิบพอดี

อาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อย หนาวเหอะ แต่ไม่อาบอ่ะเน่าแน่ ๆ

เสร็จแล้วออกไปเดินดูบ้านดูเมืองกัน

เย็น ๆ จะมีตลาดค่ำ ขายของอาราณ์คล้าย ๆ ถนนคนเดินที่เชียงใหม่

แต่ที่นี่สงบกว่าเยอะ

ใกล้ ๆ มีวัดจองคำ เลยแวะไปลอยโคมกัน ระหว่างทางก็กิน ๆ ๆ ๆ

สังเกตว่าภาษาคนแม่ฮ่องสอนต่างจากคำเมืองแถว ๆ เชียงใหม่สุด ๆ ฟังยากกว่าด้วย

เดินเล่นจนดึกดื่น ก็กลับมาพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ....


วันที่ 6 ธันวา เป้าหมายของเราคือ ปางอุ๋ง ดินแดนแสนโรแมนติก ... จำเค้ามาอ่ะ

เก็บข้าวของแล้วออกไปขึ้นรถที่ตลาดสายหยุด แวะกินโจ๊กเสวยเจ้าอร่อย

คนเยอะมาก ๆ แต่ก็อร่อยจริง ๆ แหละ

แล้วมาขึ้นรถสองแถวไปปางอุ๋ง ประมาณ เกือบ ๆ 40 กิโลเมตร จากตัวเมือง

เข้าใจแล้วว่าคำว่า กิโลแม้ว เป็นยังไง นึกว่าจะนั่งรถไม่นาน

แต่ปาไปเกือบ 2 ชั่วโมง

โค้งแล้วโค้งอีก แถมทางยังชัน โอยยยยยยยยยยยยย

สิ่งที่สงสัยคือ ที่ที่เราจะไปกันเนี่ยะ

คนแถวนั้นเค้าต้องขึ้น ๆ ลง ๆ โค้ง ๆ แบบนี้ประจำเลยหรอ

และแล้วก็มาถึง ปางอุ๋ง สวยจัดจัด

เต้นท์ที่แบกกันไปได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ก็คราวนี้

คืนนี้เราจะนอนนับดาว เผามัน ผิงไฟ ว้าวววววววว

กางเต้นท์เสร็จแล้ว ออกไปสนทนาหาทางไปเที่ยวต่อเลย

เหมารถชาวบ้านได้ก็ออกตะลุยโค้งกันต่อ ยังไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย 555

พระตำหนักปางตอง เราไปดูน้องแกะ ไม่เคยคิดเลยนะว่าจะได้อุ้มแกะ

ในนั้นจะมีสัตว์เยอะเลยแหละ แต่แกะนี่พีคสุด ๆ ลั้ลลากันเสร็จก็ไปที่อื่นต่อ

บ้านรักไทย เป็นหมูบ้านม้ง จีนฮ่อ อะไรเทือกนั้น

บ้านส่วนมากจะเป็นบ้านดิน และมีร้านขายชามากมาย

แวะชิมข้าวซอยยูนนาน ชิมชา เดินเล่นถ่ายรูปกันจนเย็น

ระหว่างทางที่กลับเข้าปางอุ๋งจะผ่านหมู่บ้านเราจะเจอแก๊งค์บ๊ายบาย

ก็เด็กแถวนั้นแหละ จะมานั่งข้างทางบ๊ายบายจะส่งยิ้มให้....ชอบจัง


คืนนี้กลับมานอนที่ปางอุ๋ง .... หนาวม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก

เช้าแล้ววันที่ 7 ธันวา หมอกลอยบนผืนน้ำ ในที่สุดก็ได้เห็น

มีมืออุ่นๆ มาให้จับก็คงดี ฮ่า ๆ

คิดถึงใครบางคนที่เคยส่งรูปที่นี่ให้เรา เราพกมันมาด้วย

สาย ๆ หน่อย หมอกเริ่มจาง แสงแดดลอดผ่านทิวสนที่เรียงกันอยู่ สวยมากอ่ะ

ก่อนมามีคนบอกว่าถ่ายรูปสวย ๆ มาให้ดูด้วยนะ

แต่เราว่ายังไงมันไม่สวยเท่าที่ตาเราเห็นเลยอ่ะ

สงสัยจะต้องมาอีก แค่ไม่กี่โค้งเอง (เหรอ)

เกือบ ๆ เที่ยง รถประจำทางคันเดิมก็มารับเราออกไปจากที่นี่

และเดินทางกลับมาเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ


ปล.ป่านนี้โปสต์การ์ดที่เราส่งถึงตัวเราเอง สองใบยังมาไม่ถึงกรุงเทพ ..

น่าเศร้าอย่างยิ่ง T^T




(ขอบคุณเจ้พิมพลอย ,หนึ่ง, น้องเบนซ์, พี่นิ ที่มาอยู่ในความทรงจำที่ไม่มีทางลืม

และนินจา ... คนที่จุดประกายให้อยากมาที่นี่)

24.6.08

Rainbow


ฟลัวร์บอกว่า "เฝ้ารอจนฝนซา สุดท้ายก็ว่างเปล่า"
วันอังคารที่ 24 เดือน 6 ปี 51
17.45 น. โดยประมาณ
เรายืนอยู่หน้าตึกที่ทำงาน ลมพัดแรง ฝนกระหน่ำลงมา แต่แดดแจ๋เลยอ่ะ
ยืนลุ้นว่าถ้าฝนซาแล้วจะไม่ว่างเปล่าเหมือนเพลงนั้น
แต่พอฝนเริ่มซา
... เห็นรุ้งมั้ย ...
เรานั่งรถมองมาตลอดทาง สวยจนอยากสะกิดคนข้าง ๆ
ดีใจที่ได้พบกัน
รุ้งกินน้ำ
.......
สิ่งที่เราหวังจะได้เจอตลอดหลังฝนซา
^____________^
ปล.กล้องมือถือเก็บภาพไม่ละเอียดเท่าภาพรุ้งในสายตาเราจริง ๆ

5.4.08

inhale - exhale



เห็นอะไร ได้ยินอะไร รู้อะไร
ไม่ถูกใจ
หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด
หายใจเข้าลึก ๆ
หายใจออกยาว ๆ
ใจสงบ เบา สบาย
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม
(สติ๊กเกอร์ได้แจกมาจากงานสัปดาห์หนังสือ อ่านแล้วชอบ
เลยเอามาแบ่งกันอ่านบ้าง )

4.4.08

Always



Always ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม


ขอคุยถึงหนังเรื่องนี้หน่อยเถอะ ชอบมากเหลือเกิน

ไปดูภาคสองมาแล้วเมื่อวานก็ไปหาภาคแรกมาดูซ้ำอีกรอบ ด้วยความคิดถึง
ประทับใจความรักในเรื่องสุด ๆ แล้ว และบรรยากาศที่บิ้วรวมกันเข้าไปอีก

ไม่เคยจะชมหนังเรื่องไหนมากเท่านี้มาก่อนเลยนะ


เรารู้สึกว่าน้ำหนักของทั้งสองภาคสมดุลย์กันพอสมควร ภาคสองยังมีความเดิมที่ต่อจากภาคแรก
ไม่ซับซ้อนให้น่าสงสัย คนที่ไม่ได้ดูภาคแรก ถ้ามาเริ่มดูภาคสองก็อาจจะอินไปกับเรื่อง
เชื่อสิมีไม่น้อยที่ไปดูภาคสองก่อนภาคแรก เราเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้เติมเต็มบางสิ่งให้แก่คนดูได้จริง ๆ


ความสุขบางครั้งเราก็มองไม่เห็น แต่เราสัมผัสมันได้จริง


ฉากในภาคแรก เครื่องรางที่เสื้ออิปเป เด็กน้อยที่อยากได้เสื้อใหม่ใจจะขาด เสื้อตัวเก่าที่มีรอยปะ
จนอิปเปคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย แม่บอกว่า แม่เย็บเครื่องรางไว้ที่เสื้อด้วยนะ
และนั่นเองคือความรักที่แม่มีให้และนำทางอิปเปกลับบ้าน อยากรู้ว่าเครื่องรางคืออะไรไปดูในหนังนะ ฮ่า ๆ


แหวนที่มองไม่เห็น ซางาวะ เปิดกล่องแหวนออกต่อหน้าฮิโรมิ แต่ภายในนั้นว่างเปล่า
เขาบอกเธอเพียงแค่ว่า มีเงินพอที่จะซื้อกล่องเท่านั้น และให้สัญญาว่าจะพยายามซื้อแหวนมาให้เธอ


"สวมให้ฉันสิ" ฮิโรมิบอกเขา แก้มของเธออาบด้วยน้ำตาของความยินดี


จากนั้นเธอก็ได้แต่เฝ้ามองแหวนที่มองไม่เห็นที่นิ้วนางข้างซ้ายอยู่เรื่อยมา


หลาย ๆ ฉากในภาคแรกที่ประทับใจ ยังต่อเนื่องมาภาคสอง


มีเรื่องความรักขอก ซางาวะและฮิโรมิ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยความสุข


ซางาวะเขียนนิยายเรื่องของเขาและฮิโรมิ ส่งเข้าประกวดอีกครั้ง
แม้ไม่ได้รางวัล แต่เขาก็ได้ความสุขที่แท้จริงคืนมาคือ ฮิโรมิ

และจุนโนะซุเกะเด็กที่มาอาศัยอยู่กับเขาด้วยความบังเอิญ
จนกลายเป็นความผูกพัน สามคนได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง


อิปเปที่เฝ้ามองโตเกียวทาวเวอร์ในวันที่ยังสร้างไม่เสร็จ

จนวันที่เขาได้ขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น


เพิ่มตัวละครเด็กผู้หญิงในภาคสอง มิกิ ลูกเศรษฐี ที่ขาดแม่ตั้งแต่เด็ก

ต้องมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของอิปเป


และเธอก็พ่ายแพ้ต่อความรักของครอบครัวนี้


เธอเรียกแม่ของอิปเปว่าแม่ ก่อนจากกัน


และสัญญาว่าเมื่อโตขึ้นจะกลับมาแต่งงานกับอิปเป น่าประทับใจมากมาย


ลองไปดูหนังเรื่องนี้ดู เรายังอยากดูภาคสองอีกรอบเลย ฮ่า ๆ


ภารกิจต่อไป ดีวีดีบ๊อกเซท ต้องเอามาครอบครองให้ได้

^____^

29.2.08

Today,i miss you


29Feb

Today, i miss you
See you agian
^________^

21.2.08

Be love the king



วันนี้พ่อมาเลยถือโอกาสไปเคารพพระศพกัน พอดีกับมีพิธีทักษิณานุปทาน 50 วัน
โชคดีมากมายได้ส่งเสด็จในหลวง สุด ๆแล้วจริง ๆ ได้เห็นชัดมากกกกกกก

บอกไม่ถูก กล้องที่เอาติดกระเป๋าไปอยู่แล้วเตรียมจะถ่ายละนะ แต่เค้าห้ามก็เลย
ไม่อยากเสี่ยง คงไม่คุ้มถ้าโดนจับ เหอะ ๆ แต่จังหวะนั้นแล้ว
ตะลึงมากแบบไม่ได้เวอร์นะ มันรู้สึกจริง ๆ
รูปนี่ไม่อยากถ่ายแล้วอ่ะ อยากมองด้วยตาเต็ม ๆ มากกว่ามองผ่านเลนส์ เหอ ๆ
บุญตาจริง ๆ โทรเล่าให้ย่าฟังอย่างรวดเร็ว ย่าดีใจกว่าเราอีกอ่ะ ฮ่า ๆ
กลับมาเล่าให้เพื่อนฟัง
เค้าบอกว่า "งี้แหละคนแก่ ๆรักในหลวงมากกว่าเรา ๆอีก"
ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ

แต่เราว่าเรารัก รัก ...รักในหลวง
^__________________^

14.2.08

i want to happy too.

แด่...วาเลนไทน์ที่วนมาถึงอีกครั้ง
มันคือวันแห่งความรักที่ใคร ๆ เค้าเรียกกัน
มีผู้คนไม่น้อยที่ได้รับความสุขกับเทศกาลนี้แทบจุกอก
แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่เคยได้รับรู้รสชาติว่าวาเลนไทน์หอมหวานแค่ไหน
เดาไม่ยากว่าเราอยากอยู่ตรงไหน ...
แต่ยากเหลือเกินที่จะพาตัวเองไปในที่ ๆ ต้องการ
ทุกวันนี้ยังพยายามลิ้มรสวาเลนไทน์ ที่ได้แค่รสเฝื่อน ๆ
เมื่อไหร่วาเลนไทน์จะหอมหวานเหมือนคนอื่นก็ไม่รู้เนอะ

11.2.08

Don ' t cry, Happy Birthday to Joy.


23 แล้วนะ เร็วจัง !!!

ไม่เคยเข็ดจริง ๆ กับการหวังว่าใครเค้าจะมาให้ความสำคัญเนี่ย
ทำยังไงจะชินเวลาถูกลืม ร้องไห้อยู่ได้ บ้า ๆ บ้าไปแล้ว
ก็แค่วันเกิด ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวก็ผ่านไป เท่านั้นเอง

ขอบคุณแม่ อยากไปหาโคตรคิดถึงเลย
ขอบคุณโอ๋ ที่ยังคิดถึงกันเสมอ มีแต่กูที่เป็นเพื่อนที่แย่ลงทุกวัน ๆ
ขอบคุณสารพัดอิง ที่โผล่มาให้ทำให้เราได้อมยิ้ม^^
ขอบคุณหนึ่ง สำหรับกระต่ายตัวน้อย
ขอบคุณออม วาดเค้กให้ก้อนเบ้อเร่อเลย เป่าให้อีกต่างหาก น่ารักอ่ะ
ขอบคุณต่อต้านที่รัก 55 สำหรับเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ที่เพราะที่สุดในโลก
ขอบคุณพี่ขวัญ ที่สละเค้กของโปรดบราวนี่หน้าชีสเค้ก อร่อย ๆ
ขอบคุณพี่แบ๊ว เจ้พิมพลอย ไอภัทร น้องเฮ่บอย สเต็กอร่อยเนอะ กินอีก ๆ
ขอบคุณทุกคนที่มีคำอวยพรดี ๆ ต่อไปนี้เราจะเลิกหวังอะไรกับคนที่ไม่สนใจเรา

ยังมีเรื่องให้คิดตั้งมากมาย ยังมีคนให้รักอีกนับไม่ถ้วน จะมาจมปลักกับคน ๆ เดียวก็ไม่ไหว
เหนื่อย ๆ ร้องไห้ในวันเกิดคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ทีหลังจะไม่ทำแล้ว


จะยิ้ม และยิ้ม
^____________________^


6.2.08

Pang-Pang Day


ตรุษจีน ปั้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เสียงปะทัดดังสนั่นขึ้นมาถึงชั้น 7

สวัสดีหมู เห็ด เป็ด ไก่ แอปเปิ้ล ส้ม กล้วย ขนมสารพัด

คนจะนอน...โอ้วววว
......................................

4.2.08

Finding soulmate

ตื่นแต่เช้าไปทำบุญ ล้างบาปที่เมื่อคืนเมาแอ๋ 5555 หลับไปได้สองชั่วโมงเองนะ
โอ้ววว ตื่นมาอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันทัวร์ 9 วัด สุพรรณบุรี อ๊ากกกกกกก ง่วง ๆ ๆ
เดินเหมือนวิญญาณหลุดจากร่างไปแล้วววว อยากจะล้มตัวลงนอนกับพื้นวัดที่หนึ่งก็แล้ว
สองก็แล้ว สาม ... สี่ ... ห้า ...แดด ๆ ๆ
โอ้ยยมึนหก.. เจ็ด...แปด...เก้า ๆ ๆ ๆ ๆ ... วัดสุดท้ายยยยแล้ววววว
วัดนี้เด็ดได้ไหว้พระขุนแผน เจ้าอาวาสบอกว่า "อยากได้เนื้อคู่ให้เปิดทองตรงหัวใจพระขุนแผน"
ว้าวววว เข้าทางสิ!!! เพื่อเป็นการพิสูจน์ก็ลงมือ ปิด ๆ ๆ ๆ ปิดทองแล้วอธิษฐานง่วงมาแปดวัด
เพิ่งตื่นตอนวัดสุดท้ายนี่แหละ ฮ่า ๆ ๆอนุโมทนา เอาบุญมาฝากทุกคนด้วยนะเนี่ย เหะ ๆ
แม้จะไปแบบง่วง ๆ ก็เถอะนะ สาธุ
ปล.วันนี้ถ่ายแต่รูปหมากับแมวแหละ ฮ่า ๆ

2.2.08

Hello February


กุมภาพันธ์...เดือนแห่งความรัก

อยากได้ดอกไม้บ้างจัง เกิดมาจะ 23 ปี

ยังไม่เค้ยยยจะได้รู้ว่าเวลาได้ดอกไม้วันวาเลนไทน์ เค้ารู้สึกกันยังไง

อดสูมากชีวิต ของขวัญวันเกิดเค้าเลิกให้กันตอนอายุเท่าไหร่เนี่ย

ความรู้สึกที่ดีใจตอนได้รับของขวัญก็ไม่รู้สึกนานละ กำแท้ ๆ

มีแผนกับเพื่อนว่า คืนวันที่ 13 ก็กินยานอนหลับให้เต็มที่กะว่าหลับยาว ๆ

ตื่นมาเช้าวันที่ 15 เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดีมั้ย เหอ ๆ

วาเลนไทน์ปีที่แล้ว เดินอยุ่แถวสุขุมวิทคนเดียว กุหลาบบานไปทั่ว

ปีนี้ไม่ต้องออกไปไหนละกัน ข่มตาหลับเผื่อจะฝันดี เฮ้อออ

30.1.08

This 's love



ใครสักคนที่เกิดมาเพื่อผูกพัน ใครที่เกิดมาคู่กับฉัน ใครคือคนนั้นช่วยมาบอกฉันที ....

เพลงนี้ดังก้องไปทั่วงาน รอยยิ้มเบ่งบาน กลิ่นความรักอบอวลกลบกลิ่นหอมของอาหาร

เรื่องก็มีอยู่ว่าไปงานแต่งงานมาไง มีความสุขที่ได้เห็นคนรักกัน อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ตอนดูสไลด์พรีเซนอ่ะ

น้ำตาซึมด้วยนะ อินกะบรรยากาศสุด ๆ 5555555555 ก่อนไปงานคุยกะพี่ที่ไปด้วยกันเค้าบอกว่า

"แต่งงานอ่ะ มันเป็นช่วงจังหวะของชีวิต"

มันก็จริงนะ เราเลยบอกไปว่าแล้วเมื่อไหร่เราจะเจอจังหวะนี้บ้าง ฮา

เจ้าบ่าว-เจ้าสาว หน้าตาคล้ายกัน เหมือนอย่างเคยได้ยินว่าเนื้อคู่กันจะหน้าคล้ายกันจริง ๆ ด้วยแฮะ

สังเกตมาหลายคู่ละ ทฤษฎีนี้ท่าทางจะจริง วันนี้หูตาแพรวพราว นาน ๆ จะได้ออกงานสังคม กร๊ากกกกกกกก

เผื่อจะเจอใครสักคนที่เกิดมาเพื่อผูกพันอย่างคนอื่นเค้าบ้าง แต่ก็อาภัพวิ่งออกไปรับช่อดอกไม้ไม่ทัน

เจ้าสาวโยนไม่ปรึกษาเลยอ่ะ ได้ยินอีกทีมีคนบอกว่า เจ้าสาวโยนดอกไม้แล้ว เศร้า

แต่ก็กลับมาด้วยความสุข ยิ้มกริ่ม แก้มแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ 555

คนรักกันมันดีแบบนี้นี่เอง แถมแบ่งปันความสุขมาถึงเราด้วย ดีจัง เราว่าคนอื่นคงรู้สึกไม่ต่างกะเราเนอะ





ปล.ใกล้จะวาเลนไทน์แล้ว เฮ้ออออออออ

8.1.08

Postcard from Loei


ช้าไปมั้ยถ้าจะมาเล่าให้ฟังว่า ไปเที่ยว จ.เลย มาแหละ
ได้รับคำชวนในคืนวันที่ 28 แล้วเช้า 29 เดินทาง !!!
เพราะมีที่ว่างเหลือ 1 ที่หรือว่าอยากให้เราไปจริง ๆ ยังสงสัยอยู่ เหอะๆ
แต่ไปกลับมาแล้ว สนุกหนาว สมใจกันไป

คืนแรกพักที่ อ.เชียงคาน ห่างจากตัวจังหวัดพอสมควร ที่นั่นเป็นอำเภอเล็ก ๆ สงบดี
แต่ตามซอยแอบมีเกสเฮ้าส์ให้เลือกพักหลายอยู่มากมายหลายราคาด้วย แต่ไม่พลุกพล่าน
คงเพราะไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวมากเหมือนบางที่ก็ไม่รู้ แต่ทำไมเกสเฮ้าส์เยอะล่ะ สับสน ???
ตอนเช้ามีใส่บาตรข้าวเหนียวเหมือนที่หลวงพระบางอ่ะ ข้าวเหนียวกระติ๊บละ 15 บาท ถูกมากมาย
เทียบกับหลวงพระบางกระติ๊บละ 100 บาทไทย (แล้วจะเอามาเทียบกันเพื่ออะไร งง??)

ตื่นเช้าที่เชียงคาน ด้วยความตั้งใจจะได้สัมผัสแสงแรกของวัน แต่ก็ผิดหวังเพราะหมอกลงหนามาก ๆ
พูดทีควันออกปาก 55 กล้องตัวน้อยคอยจะบันทึกภาพก็อดไป รอวันใหม่ละกัน
สายหน่อยก็ปั่นจักรยานไปดูชาวบ้านชาวช่องกัน เราได้เห็นรอยยิ้มผ่านหมอกขาว(เวอร์มั้ย)
ไม่มีชาวบ้านคนไหนจะไม่ยิ้มให้เลยจริง ๆ พอไปถึงตลาดก็เดิน ๆ
ได้ปาท๋องโก๋กับน้ำเต้าหู้ใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน
แล้วปั่นกลับเกสเฮ้าส์ สบายใจไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

เล่าละเอียดไปมั้ยเนี่ย เรื่อยเปื่อยที่เชียงคาน จากนั้นก็เข้าตัวเมืองกันดีกว่า
จริง ๆ คืนที่สองเราตั้งใจจะขึ้นไปนอนนับดาว บนยอดภูเรือ
แต่ขึ้นไม่ได้เพราะติดขบวนแห่ งานประจำปีพอดี ซะงั้น เป็นอีนต้องกลับไปนอนเชียงคานอีกคืนนึง
ขากลับหลังจากผิดหวังขึ้นยอดภูเรือไม่ได้ ก็แวะเที่ยว แก่งคุดคู้ ที่นี่มะพร้าวแก้ว อร่อยเหาะ 555
ซื้อเป็นของฝากคนละถุงสองถุง แล้วก็กลับเกสเฮ้าส์ สบายใจไปหนึ่งวัน

เช้าวันที่สอง กล้องเราพร้อมเก็บภาพพระอาทิตย์ตื่นนอน แต่เราไม่ค่อยพร้อมเพราะอากาศที่หนาว ๆ ๆ
ทำยังไงก็ไม่อยากจะขยับตัวออกจากผ้าห่ม ให้ตายเถอะ - -"
แต่ก็ต้องลุกออกมาน่ะ มาเที่ยวไม่ได้มานอน เตือนตัวเองทุกขณะจิต
เช้านี้ไม่มีหมอกแฮะ แต่เอ๊ะ !! เมฆเยอะซะงั้น เซง(เลย) ปลอบใจตัวเองว่าเหลือเวลาของทริปนี้อีกวัน
ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นให้มันรู้ไปสิ 555 แล้วคืนนี้เราต้องได้นอนนับดาวที่ยอดภูเรือ ว้าว ๆ

ไม่เรื่อยเปื่อยที่เชียงคานมากนัก รับออกเดินทางกันดีกว่า วันนี้เราแวะไปใหว้องค์พระธาตุศรีสองรัก
ถือเป็นสิ่งศักดิ์คู่กับ จ.เลย แล้วก็ไปที่เป้าหมายสุดท้ายของทริป ยอดภูเรือ ไง
เราว่าอารมณ์คล้าย ๆ กับไป เขาใหญ่ เพราะขับรถขึ้นไปได้ ไม่เหนื่อยอย่างที่ต้องเดินขึ้นเหมือนที่อื่น

หนาวแล้ววววว เสียงลมพัดได้ยินเป็นระยะ ๆ ว้าว ถึงแล้ว ยอดภูเรือ เราไม่มีรูปกับป้ายนะ
เพราะขี้เกียจต่อแถวรอ 555 สงสัยอีกแล้วว่าการถ่ายรูปกับป้ายสถานที่เนี่ยสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ
คนต่อแถวยาวมากเลยนะ เลิกสงสัยแล้วไปเดินเล่นดีกว่า ไหว้องค์พระบนยอดภูเรือ
เดินรอบก็เป็นดอกไม้ ใบหญ้า พิเศษสุดก็ ลมหนาว หนาวมาก ๆ ด้วยสิ

เดินเตร็ดเตร่กันมาพอแล้ว อยากอาบน้ำแต่อุณหภูมิไม่เอื้ออำนวย เป็นอันว่าคืนนี้ก็ นอนเลยละกัน
แต่ไฮไลท์ของเย็นนี้คือ กดชัตเตอร์อำลาแสงสุดท้ายของปีหมู สวยจริง ๆ
(เรามีรูปคู่กับคุณพระอาทิตย์ด้วยนะ*0*)
เต้นท์เล็ก ๆ เค้าว่านอนได้สองคน สงสัยอีกแล้วว่านอนคนเดียวสบายกว่ามั้ย เล็กจริง ๆ
ไม่เป็นไรเบียดหน่อย อุ่นดีมั้ง แน้นท์(เพื่อนร่วมทริป)บอกก่อนมาว่า เที่ยวให้ลืมโลกกันเถอะ
แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ สัญญาณโทรศัพท์เราขาดหายตายสนิท
เราไม่ได้ลืมโลกแต่โลกลืมเราแล้วอ่ะ
คืนเคาท์ดาวน์ด้วยสิ ข้อความทั้งหลายสงัดทั้งคืน หลับสบายใจจังมั้ง งื้ออออ หนาวก็หนาว ทรมานจัง

ตื่น ๆ พระอาทิตย์กำลังรอกล้องอยู่ ปลุกตัวเองในใจให้ลุกออกจากเต้นท์ อยากบอกว่าหนาวมาก
มองไปที่ปรอทมันบอกเราว่า 6 องศา หูยเด็ก ๆ ไม่หนาวหรอก อ๊ากกกกออกจากเต้นท์ได้เท่านั้น
ลมพัดมาไม่เอื่อยแล้วนะ มือชา ปากสั่น ฟันก็ไม่ได้แปรง ไม่กล้าพูดกับใครอ่าดิทีนี้
ไม่เป็นไร ไม่แปรงฟันก็กดชัตเตอร์ได้นี่นา ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเถอะ
สงสัยว่าพระอาทิตย์คงหนาวเหมือนเรา ตื่นพร้อมกันกะเราเลย 55
ไม่ต้องมารอกันให้ง่วงไปกว่านี้ ออกมาเจอพอดี สวยงามเหลือเกิน
แสงแรกของปีหนู(ดูมีค่ามากเพราะคนรอดูเยอะ) เสร็จก็ไปเก็บเต้นท์รีบลงไปจากที่นี่กันเถอะ หนาว!!

กรุงเทพ ๆ กลับกรุงเทพกันเถอะ เล่ายืดยาว ๆ จริง ๆไปหลายที่กว่านี้นะ 555
ไปดูบ้านดิน สวนดอกไม้สารพัด ผ่านสวนส้มยั่วน้ำลาย
คุ้มสุด ๆ คือ ลมหนาว จะหนาวไปไหนเนี่ย
ความสุขผ่านไปอีกหนึ่งทริปแล้ว เราสงสัยว่าทำไมคนต้องรอดูแสงสุดท้ายของปี
และรอคอยแสงแรกของปี ในเมื่อมันก็พระอาทิตย์ดวงเดียวกัน ทำไมคนชอบอวยพรปีใหม่ว่า
เริ่มต้นชีวิตใหม่ อะไรแบบนี้ในเมื่อเราเริ่มต้นชีวิตมากันก็นานโขแล้ว จะเริ่มใหม่ได้อยู่เรื่อย ๆ จริงหรอ
แต่ก็ไม่รู้จะสงสัยไปทำไม อยากบอกว่า มีความสุขที่ได้รอคอยพระอาทิตย์ขึ้นและลับขอบฟ้า 55555
ปล.รูปน้อยเล่าเยอะ อย่าเบื่อนะ สวัสดีปีใหม่อีกครั้ง