30.1.08

This 's love



ใครสักคนที่เกิดมาเพื่อผูกพัน ใครที่เกิดมาคู่กับฉัน ใครคือคนนั้นช่วยมาบอกฉันที ....

เพลงนี้ดังก้องไปทั่วงาน รอยยิ้มเบ่งบาน กลิ่นความรักอบอวลกลบกลิ่นหอมของอาหาร

เรื่องก็มีอยู่ว่าไปงานแต่งงานมาไง มีความสุขที่ได้เห็นคนรักกัน อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ตอนดูสไลด์พรีเซนอ่ะ

น้ำตาซึมด้วยนะ อินกะบรรยากาศสุด ๆ 5555555555 ก่อนไปงานคุยกะพี่ที่ไปด้วยกันเค้าบอกว่า

"แต่งงานอ่ะ มันเป็นช่วงจังหวะของชีวิต"

มันก็จริงนะ เราเลยบอกไปว่าแล้วเมื่อไหร่เราจะเจอจังหวะนี้บ้าง ฮา

เจ้าบ่าว-เจ้าสาว หน้าตาคล้ายกัน เหมือนอย่างเคยได้ยินว่าเนื้อคู่กันจะหน้าคล้ายกันจริง ๆ ด้วยแฮะ

สังเกตมาหลายคู่ละ ทฤษฎีนี้ท่าทางจะจริง วันนี้หูตาแพรวพราว นาน ๆ จะได้ออกงานสังคม กร๊ากกกกกกกก

เผื่อจะเจอใครสักคนที่เกิดมาเพื่อผูกพันอย่างคนอื่นเค้าบ้าง แต่ก็อาภัพวิ่งออกไปรับช่อดอกไม้ไม่ทัน

เจ้าสาวโยนไม่ปรึกษาเลยอ่ะ ได้ยินอีกทีมีคนบอกว่า เจ้าสาวโยนดอกไม้แล้ว เศร้า

แต่ก็กลับมาด้วยความสุข ยิ้มกริ่ม แก้มแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ 555

คนรักกันมันดีแบบนี้นี่เอง แถมแบ่งปันความสุขมาถึงเราด้วย ดีจัง เราว่าคนอื่นคงรู้สึกไม่ต่างกะเราเนอะ





ปล.ใกล้จะวาเลนไทน์แล้ว เฮ้ออออออออ

8.1.08

Postcard from Loei


ช้าไปมั้ยถ้าจะมาเล่าให้ฟังว่า ไปเที่ยว จ.เลย มาแหละ
ได้รับคำชวนในคืนวันที่ 28 แล้วเช้า 29 เดินทาง !!!
เพราะมีที่ว่างเหลือ 1 ที่หรือว่าอยากให้เราไปจริง ๆ ยังสงสัยอยู่ เหอะๆ
แต่ไปกลับมาแล้ว สนุกหนาว สมใจกันไป

คืนแรกพักที่ อ.เชียงคาน ห่างจากตัวจังหวัดพอสมควร ที่นั่นเป็นอำเภอเล็ก ๆ สงบดี
แต่ตามซอยแอบมีเกสเฮ้าส์ให้เลือกพักหลายอยู่มากมายหลายราคาด้วย แต่ไม่พลุกพล่าน
คงเพราะไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวมากเหมือนบางที่ก็ไม่รู้ แต่ทำไมเกสเฮ้าส์เยอะล่ะ สับสน ???
ตอนเช้ามีใส่บาตรข้าวเหนียวเหมือนที่หลวงพระบางอ่ะ ข้าวเหนียวกระติ๊บละ 15 บาท ถูกมากมาย
เทียบกับหลวงพระบางกระติ๊บละ 100 บาทไทย (แล้วจะเอามาเทียบกันเพื่ออะไร งง??)

ตื่นเช้าที่เชียงคาน ด้วยความตั้งใจจะได้สัมผัสแสงแรกของวัน แต่ก็ผิดหวังเพราะหมอกลงหนามาก ๆ
พูดทีควันออกปาก 55 กล้องตัวน้อยคอยจะบันทึกภาพก็อดไป รอวันใหม่ละกัน
สายหน่อยก็ปั่นจักรยานไปดูชาวบ้านชาวช่องกัน เราได้เห็นรอยยิ้มผ่านหมอกขาว(เวอร์มั้ย)
ไม่มีชาวบ้านคนไหนจะไม่ยิ้มให้เลยจริง ๆ พอไปถึงตลาดก็เดิน ๆ
ได้ปาท๋องโก๋กับน้ำเต้าหู้ใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน
แล้วปั่นกลับเกสเฮ้าส์ สบายใจไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

เล่าละเอียดไปมั้ยเนี่ย เรื่อยเปื่อยที่เชียงคาน จากนั้นก็เข้าตัวเมืองกันดีกว่า
จริง ๆ คืนที่สองเราตั้งใจจะขึ้นไปนอนนับดาว บนยอดภูเรือ
แต่ขึ้นไม่ได้เพราะติดขบวนแห่ งานประจำปีพอดี ซะงั้น เป็นอีนต้องกลับไปนอนเชียงคานอีกคืนนึง
ขากลับหลังจากผิดหวังขึ้นยอดภูเรือไม่ได้ ก็แวะเที่ยว แก่งคุดคู้ ที่นี่มะพร้าวแก้ว อร่อยเหาะ 555
ซื้อเป็นของฝากคนละถุงสองถุง แล้วก็กลับเกสเฮ้าส์ สบายใจไปหนึ่งวัน

เช้าวันที่สอง กล้องเราพร้อมเก็บภาพพระอาทิตย์ตื่นนอน แต่เราไม่ค่อยพร้อมเพราะอากาศที่หนาว ๆ ๆ
ทำยังไงก็ไม่อยากจะขยับตัวออกจากผ้าห่ม ให้ตายเถอะ - -"
แต่ก็ต้องลุกออกมาน่ะ มาเที่ยวไม่ได้มานอน เตือนตัวเองทุกขณะจิต
เช้านี้ไม่มีหมอกแฮะ แต่เอ๊ะ !! เมฆเยอะซะงั้น เซง(เลย) ปลอบใจตัวเองว่าเหลือเวลาของทริปนี้อีกวัน
ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นให้มันรู้ไปสิ 555 แล้วคืนนี้เราต้องได้นอนนับดาวที่ยอดภูเรือ ว้าว ๆ

ไม่เรื่อยเปื่อยที่เชียงคานมากนัก รับออกเดินทางกันดีกว่า วันนี้เราแวะไปใหว้องค์พระธาตุศรีสองรัก
ถือเป็นสิ่งศักดิ์คู่กับ จ.เลย แล้วก็ไปที่เป้าหมายสุดท้ายของทริป ยอดภูเรือ ไง
เราว่าอารมณ์คล้าย ๆ กับไป เขาใหญ่ เพราะขับรถขึ้นไปได้ ไม่เหนื่อยอย่างที่ต้องเดินขึ้นเหมือนที่อื่น

หนาวแล้ววววว เสียงลมพัดได้ยินเป็นระยะ ๆ ว้าว ถึงแล้ว ยอดภูเรือ เราไม่มีรูปกับป้ายนะ
เพราะขี้เกียจต่อแถวรอ 555 สงสัยอีกแล้วว่าการถ่ายรูปกับป้ายสถานที่เนี่ยสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ
คนต่อแถวยาวมากเลยนะ เลิกสงสัยแล้วไปเดินเล่นดีกว่า ไหว้องค์พระบนยอดภูเรือ
เดินรอบก็เป็นดอกไม้ ใบหญ้า พิเศษสุดก็ ลมหนาว หนาวมาก ๆ ด้วยสิ

เดินเตร็ดเตร่กันมาพอแล้ว อยากอาบน้ำแต่อุณหภูมิไม่เอื้ออำนวย เป็นอันว่าคืนนี้ก็ นอนเลยละกัน
แต่ไฮไลท์ของเย็นนี้คือ กดชัตเตอร์อำลาแสงสุดท้ายของปีหมู สวยจริง ๆ
(เรามีรูปคู่กับคุณพระอาทิตย์ด้วยนะ*0*)
เต้นท์เล็ก ๆ เค้าว่านอนได้สองคน สงสัยอีกแล้วว่านอนคนเดียวสบายกว่ามั้ย เล็กจริง ๆ
ไม่เป็นไรเบียดหน่อย อุ่นดีมั้ง แน้นท์(เพื่อนร่วมทริป)บอกก่อนมาว่า เที่ยวให้ลืมโลกกันเถอะ
แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ สัญญาณโทรศัพท์เราขาดหายตายสนิท
เราไม่ได้ลืมโลกแต่โลกลืมเราแล้วอ่ะ
คืนเคาท์ดาวน์ด้วยสิ ข้อความทั้งหลายสงัดทั้งคืน หลับสบายใจจังมั้ง งื้ออออ หนาวก็หนาว ทรมานจัง

ตื่น ๆ พระอาทิตย์กำลังรอกล้องอยู่ ปลุกตัวเองในใจให้ลุกออกจากเต้นท์ อยากบอกว่าหนาวมาก
มองไปที่ปรอทมันบอกเราว่า 6 องศา หูยเด็ก ๆ ไม่หนาวหรอก อ๊ากกกกออกจากเต้นท์ได้เท่านั้น
ลมพัดมาไม่เอื่อยแล้วนะ มือชา ปากสั่น ฟันก็ไม่ได้แปรง ไม่กล้าพูดกับใครอ่าดิทีนี้
ไม่เป็นไร ไม่แปรงฟันก็กดชัตเตอร์ได้นี่นา ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเถอะ
สงสัยว่าพระอาทิตย์คงหนาวเหมือนเรา ตื่นพร้อมกันกะเราเลย 55
ไม่ต้องมารอกันให้ง่วงไปกว่านี้ ออกมาเจอพอดี สวยงามเหลือเกิน
แสงแรกของปีหนู(ดูมีค่ามากเพราะคนรอดูเยอะ) เสร็จก็ไปเก็บเต้นท์รีบลงไปจากที่นี่กันเถอะ หนาว!!

กรุงเทพ ๆ กลับกรุงเทพกันเถอะ เล่ายืดยาว ๆ จริง ๆไปหลายที่กว่านี้นะ 555
ไปดูบ้านดิน สวนดอกไม้สารพัด ผ่านสวนส้มยั่วน้ำลาย
คุ้มสุด ๆ คือ ลมหนาว จะหนาวไปไหนเนี่ย
ความสุขผ่านไปอีกหนึ่งทริปแล้ว เราสงสัยว่าทำไมคนต้องรอดูแสงสุดท้ายของปี
และรอคอยแสงแรกของปี ในเมื่อมันก็พระอาทิตย์ดวงเดียวกัน ทำไมคนชอบอวยพรปีใหม่ว่า
เริ่มต้นชีวิตใหม่ อะไรแบบนี้ในเมื่อเราเริ่มต้นชีวิตมากันก็นานโขแล้ว จะเริ่มใหม่ได้อยู่เรื่อย ๆ จริงหรอ
แต่ก็ไม่รู้จะสงสัยไปทำไม อยากบอกว่า มีความสุขที่ได้รอคอยพระอาทิตย์ขึ้นและลับขอบฟ้า 55555
ปล.รูปน้อยเล่าเยอะ อย่าเบื่อนะ สวัสดีปีใหม่อีกครั้ง