เรายังจำวันแรกที่มาถึงที่นี่ได้ไม่มีลืม พ่อมานั่ง ๆ นอน ๆ อ่านหนังสืออยู่เป็นเพื่อนเรา 1 อาทิตย์เต็ม ๆ ทุกเช้าพ่อต้องเดินลงไปตลาดหลังหอซื้อข้าวเช้าขึ้นมาให้ทุกวันตลอดอาทิตย์นั้นเลย หนึ่งอาทิตย์แรกนั้นมันผ่านไปเร็วมาก ๆ พ่อก็กลับบ้าน ทิ้งเราไว้กับห้องกว้าง ๆ ที่ไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เนต ตอนส่งพ่อกลับบ้านแล้วกลับมาหอนี่มันทรมานสุด ๆ ถามตัวเองว่าเลือกมาทรมานแบบนี้ทำไมกันนะ ขี่มอไซค์หลงทางเป็นว่าเล่นคูเมืองด้านใหน ๆ เราหลงมาหมดละ อาศัยว่าไม่ไปไกล ถ้าไม่จำเป็น เพราะรถที่นี่ขับไวอย่างกะจรวด
หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน ผ่านไปไวมาก ๆ ไม่เคยคิดว่ามาเรียนโทจะมีงานมีการบ้านบานตะไทขนาดนี้ แต่ก็เหมือนจะสนุกเพราะเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันวันเดียวกันหมดเลย ดีใจที่ไม่ต้องมีเพื่อนรุ่นป้า ๆ :P ซึ่งเพื่อนใหม่ที่นี่เป็นความหลากหลายที่ลงตัวนะ มีทั้งคนจีน มีพระ มีคนเหนือ คนใต้ และเรา ... เพราะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เราเลยสนิทกันในเวลาอันรวดเร็ว เพราะหันไปทางไหนก็เจอกันหมด เราเริ่มจัดทริปเที่ยวโน่นนี่ เบื่อในเมืองก็ออกนอกเมือง หาเรื่องไปกรุงเทพฯแบบเอาสัมมนามาอ้าง ขึ้นดอยลงดอยกันอย่างบ้าคลั่ง 55
ช่วงปีแรกเวลาคุยกับใครก็ยังมีความสุขอยู่นะ เพลินกับการเล่าโน่นนี่เพราะสิ่งที่ไปเจอมาก็มีแต่อะไรใหม่ ๆ ไปเที่ยวตรงโน่น กินของอร่อยตรงนี้ ถ้าใครถามว่าไปร้านนี้ยัง ไปเที่ยวตรงนั้นสิ จะไม่รอช้ารีบไปให้เห็นทันที เรียน ๆ เที่ยว ๆ มันก็เพลิน ไม่มีอะไรต้องแบกให้หนัก แม้ว่าบางครั้งรายงานเอย การบ้านเอยมันจะเยอะแยะ จนอยากวิ่งหนีไปให้พ้นก็ตามที แต่ไม่นานมันก็ผ่านไป การเรียนคอร์สเวิร์ค 1 ปี ก็สิ้นสุด แล้วสิ่งที่ทุกคนกลัวก็มาถึง การดีเฟนด์หรือเสนอหัวข้อวิทยานิพินธ์ เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี โจทย์มันเยอะเต็มหัวไปหมด แถมคำว่าผ่านกับไม่ผ่านมันค้ำคอจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ตื่นเต้นได้ไม่นาน สิ่งที่กลัวมันก็ผ่านไป ไม่มีใครมาบังคับแล้วว่าต้องทำโน่นทำนี่ ไม่ต้องออกไปพรีเซนงานหน้าชั้น ไม่ต้องมีการบ้านหยุมหยิมมากวนใจ แต่สิ่งเหลือไว้แค่ภาระอันหนักอึ้งในปีที่ 2 ของการเรียน นั่นคือธีสิสหรือวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิตสุดท้าย ที่ต้องบังคับตัวเองให้ไปห้องสมุด ให้อ่านหนังสือ ให้ลงมือทำ ๆๆ
ความขยันมันมาเป็นระยะ ๆ ไม่ค่อยสม่ำเสมอ ตอนนี้งานเราไม่ต่อเนื่องวางไว้นาน ๆ ก็เหมือนรถไม่ได้สตาร์ท พอจะขับก็ต้องมาออกแรงสตาร์ทอยู่นานกว่าเครื่องจะติด ได้แต่บอกตัวเองว่าถ้าทำเสร็จเร็วก็จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ ทุกครั้งที่กลับบ้านย่าบอกเสมอว่าย่าคอยดูตอนเราได้เป็นอาจารย์อยู่นะ และทุกครั้งที่กลับบ้านเราก็จะไม่อยากกลับมาเชียงใหม่ เพราะช่วงปีที่ 2 มันเริ่มเหงา เพื่อนเริ่มแยกย้าย นานๆ จะได้เจอกันสักครั้ง ด้วยต่างคนก็ต่างทำงานของตัว
ตื่นเต้นได้ไม่นาน สิ่งที่กลัวมันก็ผ่านไป ไม่มีใครมาบังคับแล้วว่าต้องทำโน่นทำนี่ ไม่ต้องออกไปพรีเซนงานหน้าชั้น ไม่ต้องมีการบ้านหยุมหยิมมากวนใจ แต่สิ่งเหลือไว้แค่ภาระอันหนักอึ้งในปีที่ 2 ของการเรียน นั่นคือธีสิสหรือวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิตสุดท้าย ที่ต้องบังคับตัวเองให้ไปห้องสมุด ให้อ่านหนังสือ ให้ลงมือทำ ๆๆ
ความขยันมันมาเป็นระยะ ๆ ไม่ค่อยสม่ำเสมอ ตอนนี้งานเราไม่ต่อเนื่องวางไว้นาน ๆ ก็เหมือนรถไม่ได้สตาร์ท พอจะขับก็ต้องมาออกแรงสตาร์ทอยู่นานกว่าเครื่องจะติด ได้แต่บอกตัวเองว่าถ้าทำเสร็จเร็วก็จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ ทุกครั้งที่กลับบ้านย่าบอกเสมอว่าย่าคอยดูตอนเราได้เป็นอาจารย์อยู่นะ และทุกครั้งที่กลับบ้านเราก็จะไม่อยากกลับมาเชียงใหม่ เพราะช่วงปีที่ 2 มันเริ่มเหงา เพื่อนเริ่มแยกย้าย นานๆ จะได้เจอกันสักครั้ง ด้วยต่างคนก็ต่างทำงานของตัว
ถึงตอนนี้ที่เรากำลังพิมพ์หน้านี้อยู่วันนี้ครบรอบ 2 ปีพอดีเป๊ะ ๆ กับชีวิตในเชียงใหม่ของเรา ผ่านมาตั้งนานแล้วแต่เรายังหลงทางอยู่บ่อย ๆ แต่ก็กล้าไปไหนไกล ๆ คนเดียวกว่าเมื่อก่อนแล้ว (ถ้าจำเป็นนะ) 555 แต่ตอนนี้เราสามารถบอกทางใครที่จะขับรถมาเที่ยวเชียงใหม่ได้แล้วนะ เรารู้จักเค้กร้านอร่อย รู้จักข้าวซอยที่ใคร ๆ ชอบมากิน รู้จักทางลัดไปซอยโน้น ทะลุออกซอยนี้บ้างแล้วนะ เอาเป็นว่าใครมาเที่ยวเราพาเที่ยวได้สบาย ๆ เลย ฮ่า ๆ แต่ที่แย่คือความเหงามันเพิ่มขึ้นแล้ว เพื่อนกลับบ้านแล้วก็มี จบแล้วก็มี เหลือไม่กี่ชีวิตที่เราจะเจอหน้าได้ในเวลาต่อจากนี้ ความเคว้งคว้างมันมากขึ้นทุกขณะจิตเลยอะ แต่สัญญากับย่ากับพ่อและกับตัวเองว่าจะรักษาสภาพนักศึกษาอีกแค่ 1 เทอมเท่านั้น เร่งมือทำงานนี้ให้เสร็จต้นปีหน้าเราต้องได้รับปริญญา แล้วได้ทำงานซะที หมดฤดูหนาวนี้เราคงได้กลับบ้านหรือกลับไปกรุงเทพ หรืออยู่ที่ไหนสักที่ในโลกนี้ หรืออาจะเป็นที่เชียงใหม่ที่เดิม เราก็ไม่รู้ ตอนนี้รู้แค่ว่าเราต้องชนะตัวเองให้ได้ ย่าจะได้ดีใจ :D
730 วันที่ผ่านมาเชียงใหม่มันมีค่ามากนะ แต่เชียงใหม่คงจะสวยงามกว่าทุกวันถ้าถึงวันที่ใครๆก็มายินดีกับความสำเร็จของเรา และหวังว่าโลกจะไม่แตกซะก่อนนะ ... เรายังอยากทำอะไรอีกเยอะแยะเลย จริงๆ นะ
730 วันที่ผ่านมาเชียงใหม่มันมีค่ามากนะ แต่เชียงใหม่คงจะสวยงามกว่าทุกวันถ้าถึงวันที่ใครๆก็มายินดีกับความสำเร็จของเรา และหวังว่าโลกจะไม่แตกซะก่อนนะ ... เรายังอยากทำอะไรอีกเยอะแยะเลย จริงๆ นะ
2 comments:
อ่านและก็รุ้สึกดีๆ ที่คนเราทำอะไรให้คนอื่นมันสวยงามกว่าการทำอะไรให้ตัวเอง
เอาใจช่วยให้ผ่านพ้น และรอคอยวันที่เชียงใหม่สวยงาม
ใครอ่ะ :D
Post a Comment