ตั้งใจไปช่วยเก็บของ ดูน้องดูหลาน อีกอย่างอยู่เชียงใหม่เรื่องเรียนเราก็ไม่มีอะไรค้างคา
ไปถึงบ้านก็เสพข่าวน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง แม่เปิดทั้งวัน และทุกวัน .. ฟังจนเหนื่อยอ่ะ
แถมแม่ขนของทั้งวัน และทุกวันเช่นกัน ยิ่งข่าวว่าน้ำใกล้พื้นที่บ้านเราเข้ามาเท่าไหร่
แม่ก็วิตกมากขึ้นเท่านั้น ปีก่อน ๆ บ้านเราก็ท่วมอยู่แล้ว ฝนตกนิดหน่อยน้ำก็ขังหน้าบ้านแล้ว
จะมากหน่อยก็เมื่อปี 49 ที่น้ำไหลเข้าบ้านท่วมสูงชั้นล่าง ตอนนั้นก็ว่าหนักแล้วนะ
วันที่ 9 ตุลา พื้นที่นครสวรรค์ก็ไล่ท่วมมาเรื่อย ๆ จนถึงอ.เมือง แต่ก็ยังมาไม่ถึงบ้านเราสักที
ระหว่างนั้นฝนตกมาวันเว้นวันให้ตื่นเต้นว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ แม่เรายังไม่หยุดเก็บของสักวัน
วันที่ 10 ตุลา พนังกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาแตก 1 จุด ซึ่งยาวพอสมควร
น้ำจำนวนมากก็ทะลักเข้าเมืองอย่างไว แม่ยังคงเก็บของ เก็บจนไม่มีแรงเก็บละ
วันนี้ข่าวบอกว่า นครสวรรค์ท่วมไปแล้ว 80 เปอร์เซ็น แต่บ้านเรายังเป็นส่วนที่ยังไม่ท่วม

วันที่ 11 ตุลา ช่วงเช้าแม่ตื่นมาบอกว่าน้ำมาอีกแล้ว พร้อมกับตั้งท่าเก็บของ
ไม่นานตอนสายๆ น้ำก็เริ่มผุดมาตามท่อ มาเรื่อย ๆ ๆ ๆ
จนเกือบหกโมงเย็นถนนหน้าบ้านก็เต็มไปด้วยน้ำจนพายเรือได้
ผ่านไปไม่นานประมาณสี่ทุ่ม น้ำที่ถนนหน้าบ้านก็ไหลเข้าบ้านเราเรียบร้อย
ถ้ายืนที่ถนนน้ำก็ท่วมหัวแล้ว ตัดไฟชั้นล่างไว้เพื่อความปลอดภัย คืนนั้นนอนไม่หลับจริง ๆ
ตู้เก็บคอลเล็คชั่นจานชามของแม่คิดว่าพ้นน้ำก็ท่วม โต๊ะที่ว่าปลอดภัยก็ลอยตุ๊บป่อง
ยิ่งดึกน้ำยิ่งสูง ประมาณตีหนึ่งกว่าแม่บอกว่าน้ำคงทรงตัวแล้ว บอกให้ไปนอนกันเถอะ
นอนยังไงก็ไม่หลับ ตีสามลุกมาดูรอยปากกาแดงขีดระดับน้ำก็ไม่เห็นแล้ว
เหลืออีกสามขั้นบันไดจะขึ้นชั้นสอง กลับมาพยายามนอนก็หลับไปไม่นาน
วันที่ 12 ตุลา ตื่นเช้ามามองหน้าบ้านน้ำท่วมมิตเตอร์ไฟฟ้าพอดี รั้วบ้านน้ำท่วมมิดไปแล้ว
อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ หันไปถามแม่ว่าเราจะทำยังไง เก็บประเป๋ากันไว้ดีไหม
เผื่ออพยพกระทันหัน นอนไม่หลับไม่พอ ตอนนี้กินอะไรกันไม่ลงแล้ว
แม่บอกว่าให้เราพาน้องกับหลานออกไปอยู่ศูนย์อพยพก่อน
เราไม่ยอม ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกัน สาย ๆ วันนี้ไฟฟ้าก็ถูกตัด ตามด้วยน้ำประปา
มีเสียงฮอบินทำข่าวเฉียดหลังคาบ้านไปมาตลอดเวลา แต่ไม่มีใครมาช่วยเลย
ไม่มีเรือตำรวจ ทหาร อาสาสมัครอะไรต่อมิอะไรเข้ามาดูเลยว่ามีคนอยู่ในนี้
แม่บอกว่างั้นพาน้องกับหลานไปกรุงเทพก่อน แม่จะอยู่ดูบ้าน
ถามว่าห่วงแม่ไหม ใครจะไม่ห่วง ..แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือทำให้แม่ห่วงเราน้อยที่สุด
ตัดสินใจโทรเรียกเรืออาสาที่ศูนย์ช่วยเหลือก็มาช้า(มาก)
เลยหาเรือรับจ้างปีนระเบียงบ้านลงมานั่งเรือ ออกมาขึ้นรถทหารข้ามสะพานมานั่งรถตู้เข้ากรุงเทพฯ

วันที่ 13 ตุลา จากกรุงเทพฯ ก็มานั่งรถทัวร์ต่อมาบ้านต่างจังหวัดอีกสิบกว่าชั่วโมง
เพราะกรุงเทพฯก็จะแย่แล้วเหมือนกัน
นี่คงช่วงเวลาที่ผจญภัยที่สุดของปีนี้แล้วมั้ง และสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือโทรถามแม่เป็นระยะ ๆ
แม่ก็บอกว่า"แม่อยู่ได้ ดูแลน้องดี ๆ นะ " "อย่าห่วงแม่ แค่เรากับน้องปลอดภัยก็โอเคแล้ว"
ตอนนี้เรานึกถึงคำที่ลุงคนนึงพูดตอนมาส่งลูกสาวขึ้นรถเข้ากรุงเทพฯพร้อมกับเราว่า
"มีอะไรโทรหาพ่อนะลูก ไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่"
ในเวลาแบบนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่คงมีอารมณ์ไม่ต่างกัน
ดูอย่างป้าข้างบ้านก็ส่งลูกชายไปบ้านญาติตั้งแต่เช้าที่น้ำขึ้นสูงแล้ว
บอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ห่วงแม่อยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนกัน แต่ทำไม่ได้
ก็ได้แต่ภาวนาให้วิกฤติน้ำท่วมครั้งผ่านไปเร็ว ๆ ขออย่าให้น้ำสูงขึ้นไปกว่านี้
ตอนนี้ได้แต่ปลอบใจแม่ เยียวยากันไปว่าเดี๋ยวอะไรก็ดีขึ้น น้ำท่วมดีกว่าไฟใหม้บ้าน
น้ำลดเรายังมีบ้านอยู่ ข้าวของอะไรไม่ตายเราก็หาใหม่ได้ .. สู้ซะอย่าง
เหตุการณ์คราวนี้ถือว่าซ้อมใหญ่เผื่อเกิด 2012 อย่างเขาลือกัน .. เฮ้อ
ขอให้ใครที่กำลังประสบภัยอยู่ตอนนี้เข้มแข็งและมีสติ ..พึ่งตัวเองให้มากที่สุด
ไม่ต้องรอรัฐบาล เพราะดูแล้วคงทำอะไรไม่ได้มากกว่าแจกเงินเยียวยา(เขาถนัดแบบนั้น)
2 comments:
เราอ่านจบน้ำตาเกือบจะไหล แค่รุ้สึกอุ่นๆที่ขอบตา เรารู้สึกถึงความยากลำบากและคิดภาพตามกับเหตุการณ์ที่ขี้เกียจบอกเจอ
เราเป้นกำลังใจให้ผ่านพ้นมันไปให้ได้ ดูแลตัวเองดีๆละกันนะ
ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ
สารพัดอิง
สบายดีนะ คิดถึงสารพัดอิง :)
Post a Comment